วุฒิสมาชิกอดัม ชิฟฟ์ (D-California) ขึ้นรายการ Decoder ของ Nilay Patel จาก The Verge เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2026 เพื่อคุยสามเรื่องใหญ่ในคราวเดียว ได้แก่ การกำกับดูแล AI เสรีภาพในการพูด และความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตจะถอดถอนโดนัลด์ ทรัมป์อีกรอบถ้าชนะเสียงข้างมากในสภา บทสนทนาเปิดด้วยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในทำเนียบขาว ก่อนจะลงลึกไปถึงร่างกฎหมายที่ชิฟฟ์กำลังผลักดันจริงในวุฒิสภา
คำมั่นสัญญา AI ที่ทำเนียบขาว ชิฟฟ์บอกว่า “ไม่มีความหมาย”

ชิฟฟ์พูดถึงเหตุการณ์ที่ทำเนียบขาวเชิญซีอีโอบริษัท AI มาเซ็นคำมั่นสัญญาความปลอดภัยแบบสมัครใจ แล้วเรียกมันตรงๆ ว่า “meaningless” เขาบอกว่าซีอีโอกลุ่มเดียวกันนี้พูดอีกแบบเวลาคุยกันลับหลัง คือยอมรับว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายจริงจัง แต่ไม่กล้าพูดต่อหน้าทรัมป์เพราะกลัว “ประธานาธิบดีที่ชอบเอาคืน”
AI ตามคำของชิฟฟ์ “is crying out for legislation” เขาเสนอให้ตั้งหน่วยงานกำกับดูแลแบบเดียวกับ FDA ที่มีผู้เชี่ยวชาญและอำนาจตรวจสอบจริง ไม่ใช่ปล่อยให้บริษัทกำกับตัวเอง แต่ก็ยอมรับว่าคำตัดสินของศาลสูงสุดในคดี Loper Bright ที่ล้มหลักการ Chevron deference ทำให้งานยากขึ้นมาก เพราะบริษัทสามารถฟ้องศาลเพื่อคว่ำกฎที่หน่วยงานรัฐออกมาได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ชิฟฟ์ถึงกับบอกว่าศาลชุดนี้ “corporatist first and foremost” ซึ่งหมายความว่ารัฐสภาต้องเขียนกฎหมายให้เจาะจงกว่าเดิม ไม่เปิดช่องให้ตีความกว้างจนถูกฟ้องคว่ำ
CLEAR Act: ให้เปิดเผยข้อมูลเทรน AI ก่อน ค่อยว่ากันเรื่องลิขสิทธิ์ทีหลัง
ในฐานะ ranking member ของอนุกรรมการทรัพย์สินทางปัญญาในคณะกรรมาธิการตุลาการวุฒิสภา ชิฟฟ์อธิบายว่าบริษัท AI ส่วนใหญ่เลือกวิธี “vacuum it all up… we’ll worry about the legality later” คือกวาดข้อมูลมาเทรนโมเดลก่อน แล้วค่อยไปสู้คดีลิขสิทธิ์ทีหลัง
เขากับวุฒิสมาชิกจอห์น เคอร์ทิส (R-Utah) จึงเสนอร่างกฎหมาย Copyright Labeling and Ethical AI Reporting Act หรือ CLEAR Act เข้าสภาเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 สาระสำคัญคือบังคับให้บริษัทที่พัฒนาโมเดล generative AI ต้องยื่นรายการสรุปผลงานที่มีลิขสิทธิ์ทุกชิ้นที่ใช้เทรนโมเดลต่อสำนักงานลิขสิทธิ์สหรัฐฯ (U.S. Copyright Office) ก่อนปล่อยโมเดลออกสู่สาธารณะ พร้อมเปิดฐานข้อมูลสาธารณะให้ตรวจสอบได้ และยังบังคับย้อนหลังกับโมเดลที่เปิดให้ใช้งานอยู่แล้วด้วย ถ้าบริษัทไม่แจ้งตามเกณฑ์ เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ 5,000 ดอลลาร์ต่อหนึ่งกรณีที่ไม่แจ้ง
แนวทางนี้สะท้อนจุดยืนของชิฟฟ์ที่ไม่รีบตัดสินว่าอะไรคือ fair use ตั้งแต่ต้น แต่เริ่มจากบังคับความโปร่งใสก่อน แล้วค่อยให้ศาลหรือสภาตัดสินเรื่องขอบเขตการใช้งานในภายหลัง
เสรีภาพในการพูดไม่ใช่ตัวปัญหา ตัวปัญหาคือ Section 230
เมื่อ Patel ถามว่าทำไมรัฐสภาถึงคุมโซเชียลมีเดียไม่ได้มาหลายปี ชิฟฟ์ไม่เห็นด้วยที่จะโทษรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ 1 (First Amendment) เขามองว่าตัวปัญหาจริงๆ คือภูมิคุ้มกันทางกฎหมายที่กว้างเกินไปภายใต้ Section 230 ซึ่งทำให้แพลตฟอร์มไม่ต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่ปล่อยให้แพร่กระจาย
ชิฟฟ์ชี้ว่าการที่แพลตฟอร์มเอกชนประกาศนโยบายของตัวเองว่า “เนื้อหานี้ผิดกฎเรา เราจะไม่โพสต์” ไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เขาจึงเสนอให้ “ลด” ขอบเขตของ Section 230 ไม่ใช่ยกเลิกทั้งหมด เช่น เปิดทาง safe harbor ให้บริษัทที่ทำตามมาตรฐานการดูแลเนื้อหาที่ดี สำหรับ AI เขามองว่าเส้นแบ่งยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะเนื้อหาที่โมเดลสร้างขึ้นเองอาจนับเป็น “คำพูดของแพลตฟอร์ม” โดยตรง ต่างจากคำพูดของผู้ใช้ที่แพลตฟอร์มแค่โฮสต์ไว้ ซึ่งยังมีคดีจำนวนมากที่อยู่ “ตรงกลาง” และต้องรอความชัดเจนทางกฎหมาย
ความเป็นส่วนตัวที่อาจไม่เหลือในยุค AI ทรงพลัง
ชิฟฟ์พูดถึงกล้อง Flock ที่ติดตั้งทั่วประเทศในฐานะตัวอย่างใกล้ตัว เขาและวุฒิสมาชิกรอน ไวเดนเคยส่งจดหมายถึงซีอีโอของ Flock เรียกร้องคำตอบ หลังพบว่ากล้องเหล่านี้ถูกใช้ติดตามคนที่ไปรับบริการด้านสุขภาพการเจริญพันธุ์ และกรณีอื่นที่เข้าข่ายใช้งานผิดวัตถุประสงค์
คำถามที่ชิฟฟ์ยกขึ้นมาในรายการคือ “privacy may not exist in the era of powerful AI” ถ้าไม่มีมาตรการป้องกันเชิงรุก เพราะโมเดลที่ทรงพลังพอสามารถเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ เปิดไมโครโฟนอุปกรณ์ หรือรวบรวมข้อมูลส่วนตัวแบบที่ทำไม่ได้มาก่อน และไม่ใช่แค่หน่วยงานในประเทศเท่านั้นที่ทำได้ รัฐต่างชาติก็พัฒนาความสามารถแบบเดียวกันได้เช่นกัน ความท้าทายของรัฐสภาคือต้องหาทางใช้เทคโนโลยีปกป้องความเป็นส่วนตัวของประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้มันถูกกัดกร่อนไปเรื่อยๆ
จุดร่วมข้ามขั้วการเมือง: ดาต้าเซ็นเตอร์และการผูกขาด AI
สิ่งที่ชิฟฟ์เรียกว่าปรากฏการณ์จัดแนวใหม่ทางการเมืองคือการต่อต้านดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเขาบอกว่าทั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาในรัฐยูทาห์ต่างคัดค้านโครงการเดียวกัน ไม่ว่าจะยืนข้างพรรคไหน เพราะกังวลเรื่องการใช้ไฟฟ้า น้ำ และผลกระทบต่อชุมชนเหมือนกัน ชิฟฟ์จึงสนับสนุนกฎหมายที่ให้ดาต้าเซ็นเตอร์จ่ายต้นทุนของตัวเอง แทนที่จะผลักภาระค่าไฟมาที่ผู้บริโภคทั่วไป
ส่วนเรื่องการยกเว้นกฎหมายผูกขาดให้บริษัท AI ร่วมมือกันด้านความปลอดภัย ชิฟฟ์บอกว่าสนับสนุนเฉพาะการยกเว้นแบบ “แคบมาก” สำหรับกรณีป้องกันการโจมตีไซเบอร์จากต่างชาติเท่านั้น โดยอ้างอิงกฎหมายแบ่งปันข้อมูลด้านไซเบอร์ที่เคยออกมาก่อนหน้านี้เป็นต้นแบบ แต่เตือนว่าต้องกันไม่ให้ข้อยกเว้นนี้กลายเป็นเครื่องมือฮั้วราคาหรือรวมหัวกันกีดกันคู่แข่ง
ทำไมชิฟฟ์ยังไม่รับปากเรื่องถอดถอนทรัมป์รอบที่สาม

เมื่อ Patel ถามตรงๆ ว่าถ้าเดโมแครตคุมทั้งสองสภาหลังเลือกตั้งกลางเทอม จะเดินหน้าถอดถอนทรัมป์เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ชิฟฟ์ตอบอย่างระมัดระวังว่า “I think we’ll need to see what the priority is at the time we take control of both houses” ไม่ใช่คำตอบปฏิเสธ แต่ก็ไม่ใช่การรับปาก เขาบอกว่าสิ่งที่ควรมาก่อนคือการลดค่าครองชีพให้ประชาชน และใช้อำนาจตรวจสอบของสภาเปิดโปงการทุจริตที่ผลักดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น
ตัวอย่างที่ชิฟฟ์หยิบยกคือดีลสารคดีมูลค่า 40 ล้านดอลลาร์ระหว่างอเมซอนกับเมลาเนีย ทรัมป์ ซึ่งตัวเขาเองได้ส่วนแบ่งราว 28 ล้านดอลลาร์ ชิฟฟ์ตั้งคำถามว่าเงินก้อนนี้เกี่ยวข้องอะไรหรือไม่กับการที่อเมซอนยังได้สัญญาคลาวด์คอมพิวติ้งของรัฐบาลกลางมูลค่าสูงกว่านั้นเป็นร้อยเท่า นี่คือรูปแบบการตรวจสอบที่เขาบอกว่าจะเป็นหัวใจของงานฝ่ายนิติบัญญัติ มากกว่าการรีบยื่นถอดถอนทันทีที่มีเสียงข้างมาก
จุดยืนของชิฟฟ์วางอยู่ตรงไหนในสเปกตรัมการเมืองเรื่อง AI
| Factor | แนวทางของชิฟฟ์ | สายคุมเข้มแบบรวบอำนาจ | สายปล่อยให้ตลาดกำกับตัวเอง |
|---|---|---|---|
| โครงสร้างกำกับดูแล | หน่วยงานเฉพาะทางแบบ FDA + กฎหมายเจาะจง | คุมผ่านอำนาจบริหารโดยตรง | พึ่งคำมั่นสัญญาสมัครใจของบริษัท |
| ข้อมูลเทรนโมเดล | บังคับแจ้งต่อ Copyright Office ก่อนปล่อยโมเดล | ไม่ระบุชัดเจน | ปล่อยให้บริษัทตัดสินใจเอง |
| Section 230 | ลดขอบเขตความคุ้มครอง มี safe harbor | เสนอยกเลิกทั้งหมด | คงไว้ตามเดิม |
จุดยืนของชิฟฟ์ไม่ได้อยู่สุดขั้วไหน เขาไม่เชื่อว่าการปล่อยให้บริษัทกำกับตัวเองจะพอ แต่ก็ไม่ได้เสนอให้รัฐคุมเบ็ดเสร็จแบบตัดสินเนื้อหาเอง สิ่งที่เขาเน้นย้ำตลอดบทสนทนาคือ “ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้” ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเทรนโมเดล นโยบายดูแลเนื้อหา หรือการใช้สัญญารัฐ
แง่บวกที่จับต้องได้ และความเสี่ยงที่ยังต้องจับตา
ข้อดี
- +CLEAR Act ให้กรอบเวลาและบทลงโทษชัดเจนสำหรับความโปร่งใสด้านข้อมูลเทรน AI
- +เสนอ 'ลด' ขอบเขต Section 230 เฉพาะจุด แทนที่จะยกเลิกทั้งหมด ซึ่งลดความเสี่ยงที่จะกระทบเสรีภาพการพูดในวงกว้าง
- +ยกตัวอย่างการทุจริตที่ตรวจสอบได้จริง (ดีล Amazon-เมลาเนีย) แทนการกล่าวหาลอยๆ
ข้อเสีย
- −คำตัดสิน Loper Bright ทำให้กฎที่หน่วยงานกำกับออกมาเสี่ยงถูกฟ้องคว่ำได้ง่ายขึ้น แผนตั้งหน่วยงานแบบ FDA อาจสะดุดตั้งแต่ต้น
- −ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าจะถอดถอนทรัมป์หรือไม่ ทำให้ผู้สนับสนุนที่อยากเห็นท่าทีแข็งกร้าวอาจรู้สึกค้างคา
- −ข้อยกเว้นกฎหมายผูกขาดสำหรับความร่วมมือด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ถ้าคุมไม่ดีก็เสี่ยงกลายเป็นช่องให้บริษัทใหญ่ฮั้วกัน
สิ่งที่ควรติดตามต่อจากบทสนทนานี้

ร่าง CLEAR Act จะผ่านสภาได้จริงหรือไม่คือตัวชี้วัดแรกว่าแนวทาง “โปร่งใสก่อน ตัดสินทีหลัง” ของชิฟฟ์ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติแค่ไหน ส่วนคำถามเรื่องถอดถอนทรัมป์ก็คงต้องรอดูผลเลือกตั้งกลางเทอมก่อนว่าเดโมแครตจะได้เสียงข้างมากทั้งสองสภาหรือไม่ และถ้าได้จริง การตรวจสอบเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างกรณีอเมซอน-เมลาเนีย จะเดินไปในทิศทางไหน
อีกจุดที่น่าจับตาคือศาลจะตีความ Section 230 กับเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้นเองอย่างไร เพราะคำตอบตรงนี้จะกำหนดว่าแพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่โมเดลของตัวเองพูดออกมามากแค่ไหน ซึ่งเป็นเส้นแบ่งที่ยังไม่มีใครตอบได้ชัดในตอนนี้ครับ